ทุกสิ้นเดือนมนุษย์เงินเดือนอย่างผมจะใจจดใจจ่อกับว่าเมื่อไหร่ ซอง slip เงินเดือนจะมาถึงผมซักทีทั้งๆ ที่ผมก็ทราบอยู่เต็มอกว่าเงินเดือนมันก็เท่ากันทุกเดือนแหละครับ พอได้เห็นตัวเลขก็รู้สึกพอใจโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่ารายละเอียดของใบ Slip เงินเดือนนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง จนเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อให้ได้รู้ว่ามีเงินไหลเข้าและออกไปกับ เรื่องใดบ้าง ผมจึงหันกลับมาดูรายละเอียดใน Slip เงินเดือนว่ามีอะไรบ้าง Slip เงินเดือนหลักๆ ก็จะประกอบไปด้วยตัวเลขที่สำคัญอยู่ 4 ตัวคือ
- เงินเดือนที่ได้รับ
- ภาษีที่ต้องจ่าย
- เงินประกันสังคม
- เงินสุทธิที่เหลืออยู่หลังจากหักภาษีและเงินประกันสังคม
เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งทราบว่าผมต้องเสียภาษีปีละหลายบาท จึงแนะนำให้ผมลงทุนผ่านกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อเป็นการประหยัดภาษี บอกตามตรงครับผมไม่เข้าใจกับคำว่า “ประหยัดภาษี” เงินถูกหักอยู่ทุกเดือน ไม่เห็นมีใครมาถามผมเลยว่าต้องการประหยัดภาษีหรือไม่ แล้วมันจะประหยัดกันได้อย่างไร ความสงสัยเริ่มเกิดขึ้นจนผมต้องทำการศึกษาว่า ไอ้ LTF หรือ RMF มันช่วยประหยัดภาษีอย่างไร จนทราบว่าถ้าผมนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนประเภท LTF และ RMF ผมสามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อหน่วยลงทุน มาขอเงินภาษีคืนมาบางส่วน โดยเงินจะได้คืนหลังจากที่มีการยื่นเสียภาษีในปีถัดไป หลังจากที่สรรพากรได้ตรวจสอบการยื่นภาษีเรียบร้อย และพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งผู้ซื้อหน่วยลงทุนต้องทำตามเงื่อนไขง่ายๆ คือ
- สำหรับ LTF จะต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 5 ปีภาษี นั่นหมายความว่า หากผมซื้อ LTF วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ก็จะนับเป็นปีที่ 1 ดังนั้นผมสามารถขายหน่วยลงทุน LTF ได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2556 ซึ่งเท่ากับว่าผมต้องถือหน่วยลงทุนจริงๆ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี (ทั้งนี้ระยะเวลาในการถืออาจนานขึ้น เนื่องจากบางกองทุนมีการกำหนด ช่วงเวลาขายหน่วยลงทุน)
- สำหรับ RMF ต้องถือหน่วยลงทุนระยะยาว (ยาวมากๆ) โดยผู้ลงทุนจะต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุ 55 ปี ถึงจะสามารถขายหน่วยลงทุนได้ โดยจะต้องทำการซื้อหน่วยลงทุนทุกปี
- หากไม่สามารถทำตามเงื่อนไขสองข้อแรกได้ โดยผู้ลงทุนขายหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด ผู้ลงทุนจะต้องทำการคืนภาษีกลับให้สรรพากร และต้องเสียภาษีเพิ่มกรณีที่ได้กำไรจากการขายหน่วยลงทุน (ซึ่งตรงนี้ผมบอกตามตรงว่าไม่ทราบจริงๆ ครับว่าคืนภาษีทำอย่างไร เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์)
พอถึงตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่าต้องเสียเงินก่อน แล้วถึงได้เงินคืนไม่เห็นจะคุ้มตรงไหนและที่สำคัญยังมีความเสี่ยงที่จะสูญ เงินอีก แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าคุ้มครับ เพราะว่าหากผมเสียภาษีถูกต้องผมได้เงินคืนจากสรรพากรคืนมาแน่นอน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร นอกจากนี้ผมยังเลือกที่จะบริหารความเสี่ยงได้เพราะว่า
- LTF, RMF ในตลาดมีมากมายหลายกองทุน หากผมไม่ต้องการเสียงมาก พึงพอใจแค่เงินภาษีที่ได้คืน ผมสามารถเลือกซื้อหน่วยลงทุน LTF, RMF ที่ลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาลแทนที่จะเลือก LTF, RMF ที่ลงทุนในหุ้น
- เวลาที่เกิดวิกฤตเศรฐกิจ ซึ่งมีผลกระทบทำให้ราคาหน่วยลงทุนลดลง ผมสามารถขายหน่วยลงทุนนั้น เพื่อรักษาเงินลงทุนของผม แล้วทำการคืนภาษีซึ่งเท่ากับว่าผมเท่าทุนหรืออาจขาดทุน การขาดทุนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผม เท่าที่ผมศึกษามาวิกฤตเศรฐกิจไม่ได้ทำให้ราคาหน่วยลงทุนตกฮวบลงไปเหลือศูนย์ บาท ภายในวันเดียว แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไป หากผมติดตามข้อมูลความเป็นไปของเศรษฐกิจ และมูลค่าหน่วยลงทุนเป็นระยะๆ ผมคิดว่าอย่างไรเสียผมคงขาดทุนไม่มาก
- เมื่อครบกำหนดการถือหน่วยลงทุน
ผมสามารถเลือกที่จะถือต่อหรือขายหน่วยลงทุนก็ได้
หากผมขาดทุนอยู่ผมสามารถรอจนกว่ามูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นแล้วค่อยขาย
ซึ่งกำไรที่ได้ผมไม่ต้องเสียภาษีใดๆ อันนี้ถือว่าเป็นโชคชั้นที่สอง
จัดทำโดยทีมงาน WorkShop
0 comments:
Post a Comment