Saturday, November 17, 2012

ทำความรู้จักกับ LTF และ RMF


         ทุกสิ้นเดือนมนุษย์เงินเดือนอย่างผมจะใจจดใจจ่อกับว่าเมื่อไหร่ ซอง slip เงินเดือนจะมาถึงผมซักทีทั้งๆ ที่ผมก็ทราบอยู่เต็มอกว่าเงินเดือนมันก็เท่ากันทุกเดือนแหละครับ พอได้เห็นตัวเลขก็รู้สึกพอใจโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่ารายละเอียดของใบ Slip เงินเดือนนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง จนเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อให้ได้รู้ว่ามีเงินไหลเข้าและออกไปกับ เรื่องใดบ้าง ผมจึงหันกลับมาดูรายละเอียดใน Slip เงินเดือนว่ามีอะไรบ้าง Slip เงินเดือนหลักๆ ก็จะประกอบไปด้วยตัวเลขที่สำคัญอยู่ 4 ตัวคือ



  1. เงินเดือนที่ได้รับ
  2. ภาษีที่ต้องจ่าย
  3. เงินประกันสังคม
  4. เงินสุทธิที่เหลืออยู่หลังจากหักภาษีและเงินประกันสังคม
เมื่อผมดูรายงานค่าใช้จ่าย ผมเกิดคำถามว่า ทำไมปีๆ หนึ่งผมถึงเสียภาษีมากขนาดนี้ ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เพราะอะไรนะเหรอครับ ก็เพราะว่าวิธีการเก็บภาษีที่ชาญฉลาดของสรรพากรนะสิครับ สรรพากรออกกฎหมายให้บริษัทจะทำการประเมินภาษีของเราทุกเดือน และทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แล้วนำเงินดังกล่าวส่งให้สรรพากรทุกๆ เดือน ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ผมเกิดความเคยชินครับ จำนวนเงินไม่เยอะมาก ต้องจ่ายทุกเดือน มันเป็นความเคยชินและรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเอาจำนวนภาษีของทุกเดือนมารวมกัน ผมถึงกับตกใจว่าผมจ่ายภาษีมากถึงเพียงนี้เลยหรือเนี่ย …
เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งทราบว่าผมต้องเสียภาษีปีละหลายบาท จึงแนะนำให้ผมลงทุนผ่านกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อเป็นการประหยัดภาษี บอกตามตรงครับผมไม่เข้าใจกับคำว่า “ประหยัดภาษี” เงินถูกหักอยู่ทุกเดือน ไม่เห็นมีใครมาถามผมเลยว่าต้องการประหยัดภาษีหรือไม่ แล้วมันจะประหยัดกันได้อย่างไร ความสงสัยเริ่มเกิดขึ้นจนผมต้องทำการศึกษาว่า ไอ้ LTF หรือ RMF มันช่วยประหยัดภาษีอย่างไร จนทราบว่าถ้าผมนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนประเภท LTF และ RMF ผมสามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อหน่วยลงทุน มาขอเงินภาษีคืนมาบางส่วน โดยเงินจะได้คืนหลังจากที่มีการยื่นเสียภาษีในปีถัดไป หลังจากที่สรรพากรได้ตรวจสอบการยื่นภาษีเรียบร้อย และพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งผู้ซื้อหน่วยลงทุนต้องทำตามเงื่อนไขง่ายๆ คือ
  1. สำหรับ LTF จะต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 5 ปีภาษี นั่นหมายความว่า หากผมซื้อ LTF วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ก็จะนับเป็นปีที่ 1 ดังนั้นผมสามารถขายหน่วยลงทุน LTF ได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2556 ซึ่งเท่ากับว่าผมต้องถือหน่วยลงทุนจริงๆ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี (ทั้งนี้ระยะเวลาในการถืออาจนานขึ้น เนื่องจากบางกองทุนมีการกำหนด ช่วงเวลาขายหน่วยลงทุน)
  2. สำหรับ RMF ต้องถือหน่วยลงทุนระยะยาว (ยาวมากๆ) โดยผู้ลงทุนจะต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุ 55 ปี ถึงจะสามารถขายหน่วยลงทุนได้ โดยจะต้องทำการซื้อหน่วยลงทุนทุกปี
  3. หากไม่สามารถทำตามเงื่อนไขสองข้อแรกได้ โดยผู้ลงทุนขายหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด ผู้ลงทุนจะต้องทำการคืนภาษีกลับให้สรรพากร และต้องเสียภาษีเพิ่มกรณีที่ได้กำไรจากการขายหน่วยลงทุน (ซึ่งตรงนี้ผมบอกตามตรงว่าไม่ทราบจริงๆ ครับว่าคืนภาษีทำอย่างไร เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์)
ทั้งนี้ LTF และ RMF ไม่เหมือนเงินฝากนะครับ ที่เงินฝากไม่หายไปไหนแถมได้ดอกเบี้ย การลงทุนใน LTF RMF ก็คือการที่เราเอาเงินไปให้คนอื่นบริหารเพื่อให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นมา โดยการบริหารก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้นๆ ว่ามีการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ในสัดส่วนเท่าไหร่ ถ้ากองทุนที่เราซื้อบริหารเก่งหน่วยลงทุนก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนก็จะได้กำไรจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น แต่หากว่าผู้บริหารกองทุนบริหารงานไม่ดีหรือเกิดวิกฤตเศรฐกิจ ก็มีความเป็นไปได้ที่หน่วยลงทุนจะมีมูลค่าลดลง ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนได้

พอถึงตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่าต้องเสียเงินก่อน แล้วถึงได้เงินคืนไม่เห็นจะคุ้มตรงไหนและที่สำคัญยังมีความเสี่ยงที่จะสูญ เงินอีก แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าคุ้มครับ เพราะว่าหากผมเสียภาษีถูกต้องผมได้เงินคืนจากสรรพากรคืนมาแน่นอน โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร นอกจากนี้ผมยังเลือกที่จะบริหารความเสี่ยงได้เพราะว่า
  1. LTF, RMF ในตลาดมีมากมายหลายกองทุน หากผมไม่ต้องการเสียงมาก พึงพอใจแค่เงินภาษีที่ได้คืน ผมสามารถเลือกซื้อหน่วยลงทุน LTF, RMF ที่ลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาลแทนที่จะเลือก LTF, RMF ที่ลงทุนในหุ้น
  2. เวลาที่เกิดวิกฤตเศรฐกิจ ซึ่งมีผลกระทบทำให้ราคาหน่วยลงทุนลดลง ผมสามารถขายหน่วยลงทุนนั้น เพื่อรักษาเงินลงทุนของผม แล้วทำการคืนภาษีซึ่งเท่ากับว่าผมเท่าทุนหรืออาจขาดทุน การขาดทุนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผม เท่าที่ผมศึกษามาวิกฤตเศรฐกิจไม่ได้ทำให้ราคาหน่วยลงทุนตกฮวบลงไปเหลือศูนย์ บาท ภายในวันเดียว แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไป หากผมติดตามข้อมูลความเป็นไปของเศรษฐกิจ และมูลค่าหน่วยลงทุนเป็นระยะๆ ผมคิดว่าอย่างไรเสียผมคงขาดทุนไม่มาก
  3. เมื่อครบกำหนดการถือหน่วยลงทุน ผมสามารถเลือกที่จะถือต่อหรือขายหน่วยลงทุนก็ได้ หากผมขาดทุนอยู่ผมสามารถรอจนกว่ามูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นแล้วค่อยขาย ซึ่งกำไรที่ได้ผมไม่ต้องเสียภาษีใดๆ อันนี้ถือว่าเป็นโชคชั้นที่สอง
เริ่มรู้สึกสนใจประหยัดภาษีกับ LTF, RMF บ้างหรือยังครับ 
จัดทำโดยทีมงาน WorkShop

0 comments:

Post a Comment